ต้นไม้แห่งชีวิต

posted on 10 Jul 2011 20:47 by shinozukebook in Film

ต้นไม้แห่งชีวิต
หนังที่สัมผัสเสียงในใจลึกๆของมนุษย์ทุกคน

ตลอดช่วงเวลาที่ดูหนังเรื่องนี้
เหมือนหนังส่งเสียงบางอย่างมาคุยกับรา
แล้วเราก็เหมือนส่งเสียงบางอย่างไปเหมือนกัน
แต่เป็นเสียงที่สะท้อนไปมาในหัวของเราเอง

อาจเป็นเพราะทุกช่วงหนังใช้ voiceover ที่เป็น
เสียงในจิตใจของตัวละครในเรื่อง
(ซึ่งเป็นเสียงของอเมริกันชนใน 1950 ที่เค้าว่ากันว่า
ไม่จำเป็นต้องรีบพูดเหมือนคนในสมัยนี้)

หนังทำให้เรานึกถึง
ช่วงเวลาตอนเด็กๆของเราเท่าที่เราจะจำได้
ช่วงเวลาที่ childhood amnesia ยังไม่พรากไป
ความทรงจำของเราก็เหมือนกับ
เรื่องราวที่หนังเล่าไม่มีผิดเพี้ยน
จำได้เป็นเรื่องๆ  ไร้ลำดับเวลา

เราจำได้ว่าสมัยตอนอยู่บ้านพักทหารเรือที่บางนา
เราแข่งกันวิ่งขึ้นเนินต้นมะยมที่สนามเด็กเล่น
กับเพื่อนบ้านที่อายุไล่เลี่ยกัน

วิ่งหนีแมลงปอในช่วงที่หลังฝนตก
ตื่นกลัว
เพราะรู้สึกว่ามันไม่น่ารักเหมือนในการ์ตูนซักนิด

แอบกินมาม่าดิบหลังห้องเรียนตอนป.4
กับเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อ แพค
ซึ่งต่อมาตอนมอปลาย  เราเจอเขาที่สยามสแควร์
แต่ดูเหมือนว่าเขาจะจำเราไม่ได้ซะแล้ว

อาต๊อกเดินออกมาจากบ้าน
เรียกเราให้ไปกินข้าว
หลังจากความมืดเริ่มเข้าครอบงำสนามเด็กเล่น

นึกถึงตอนเด็กที่เราตื่นขึ้นมาตอนหัวค่ำที่บ้านยาย
ร้องไห้เพราะเกิดความรู้สึกกลัวอย่างไร้เหตุผล
ป้าตุ่มบอกว่าเราเหนื่อย  เราง่วงแล้ว  เลยร้องไห้
แต่เรารู้ว่ามันไม่ใช่เพราะเหตุผลนั้น

ความรู้สึกตอนที่เดินเข้าโรงเรียนตอนประถม
ในฤดูหนาวที่อากาศเย็นๆ  มองไปรอบๆ
เพื่อนๆทุกคนต่างใส่เสื้อกันหนาว

จำรสชาติของไส้กรอกที่กินหลังจาก
เล่นสวนน้ำกับพี่มิ้น ที่เดอะมอลล์งามวงศ์วาน
ว่ามันอร่อยมากขนาดไหน

ภาพของวันที่ต้องนั่งรถเมล์สาย 14
จากศรีย่านหลังจากเรียนสมศรีดึกๆ ตอนม.3
ผ่านถนนราชวัตรเพียงลำพัง
ด้วยหวังว่าความพยายามนี้จะไม่สูญเปล่า
ในเดือนมีนาคมของปีถัดไป

จำใบหน้าของตัวเองที่เดินร้องไห้เข้ามาในห้องนอน
เพราะทะเลาะกับแม่ที่ไม่ยอม
ให้ย้ายไปอยู่หอตอนปีหนึ่ง

และมีภาพมากมายในชีวิต
ที่แท้จริงแล้วไม่ว่าเรื่องไหนก็ตาม
เราก็ไม่เคยอยากลืมมัน

The only way to be happy is to love.
Unless you love, your life will flash by.
- Mrs. O'Brien

คนที่ฟังผ่านๆ  อาจรู้สึกว่าข้อความนี้มันน้ำเน่าจริงๆ
แต่ถ้ามนุษย์ทุกคนลองนั่งคิดถึงข้อความนี้ดีๆจะพบว่าจริง
"LOVE" มันหมายถึงความรักที่เรามีต่ออะไรก็มา
สำหรับเรา  LOVE  มันประกอบไปด้วยหลายสิ่งหลายอย่างจริงๆ
รักพ่อแม่  รักญาติ  รักยาย(มากๆ)  รักเพื่อน
รักความทรงจำของตัวเอง  รักโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
รักครู  รักงานออกแบบของตัวเองที่ตั้งใจทำขึ้นมาทุกชิ้น
รักการเรียนภาษา  รักเสียงเพลง  รักหนัง  รักดาราคนโปรด
รัก EP1 รัก Jimmy Liao  รัก Pixar  รัก ฯลฯ
สุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือ "รักตัวเอง"

ลองคิดดูว่าชีวิตเราทุกครั้งที่เราเกิดความรู้สึก
รักและหวังดีกับใครหรืออะไรขึ้นมา
เราก็รู้สึกว่าชีวิตเรามันคุ้มค่ากับการอยู่ทันที
โดยไม่ต้องหาเหตุผลอะไรของการเกิดมา

หลายครั้งในชีวิตที่เราเกิดคำถามขึ้นมาว่า
เราจะเกิดมาทำไม  มักจะเป็นช่วงเวลาที่เราท้อแท้
สิ้นหวัง  และหมดศรัทธาจนลืมความรัก

และสิ่งที่ทำให้เรากลับมารู้สึกดีขึ้นได้
ก็คือความรักที่คนอื่นมีให้  และการรักตัวเอง
ที่จะไม่ปล่อยให้ตัวเองเป็นทุกข์

The tree of life เล่าเรื่อง
การอุบัติและสิ้นสุดของจักรวาล
ที่ดูยิ่งใหญ่และมีอำนาจเหนือมนุษย์อย่างเรา
ที่เป็นจุดเล็กๆของจักรวาล

ตัวเราเองก็ไม่บังอาจจะบอกได้ว่า
เข้าใจหนังเรื่องนี้อย่างถ่องแท้
เพราะตัวหนังมีรายละเอียดมากมาย
แต่เอาเป็นว่าใช้ อารมณ์ + ประสบการณ์ชีวิตส่วนตัว ดู
ก็รู้สึกไปกับหลายช่วงของหนังเหมือนกัน
จนถึงกับน้ำตาซึม
(เพราะเชื่อมโยงกับเรื่องราวในชีวิตของตัวเอง)

ปล. พอดูจบก็บอกกับตัวเองว่า
จะตามหางานของ Terrence Malick ดู
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง The Thin Red Line

Comment

Comment:

Tweet

หืมมมมม ชีวิตมันเกิดขึ้นมาก็ต้องมีที่สิ้นสุด

เรื่องนี้ เขียนได้ไม่หมดจริงๆ

แกเขียนความทรงจำตัวเองออกมาได้หมดจดและงดงามดีมากHot! Hot! Hot!

#2 By juthas on 2011-07-10 23:12

อยากดูนะ
ไม่รู้จะได้ดูตอนมันยังอยู่ในโรงมั้ย

การอุบัติและการสิ้นสุดของจักรวาล..
มันดูยิ่งใหญ่จริงๆแหละ
แต่เคยเจอบทความในหนังสือเล่มนึง
เขาเปรียบเทียบจักรวาลกับจิตใจมนุษย์ที่เป็นอะไรที่เล็กมากถ้าเทียบกับจักรวาล

แท้จริงแล้ว ข้างในอะไรที่เล็กมากๆเนี่ยแหละ ที่มีความเป็นไป การก่อเกิด การแตกดับ อะไรที่ยิ่งใหญ่ เหมือนจักรวาลอยู่ตลอดเวลา

อ่านที่แกเล่าความทรงจำของแก
รู้สึกว่าคนทุกคนมันมีช่วงเวลาแบบนี้
เวลาที่นึกถึงอะไรตอนเด็กๆ ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง

"รัก"
คำนี้มันยิ่งใหญ่พอๆกับจักรวาลเลยนะ
ตอนที่ไปเกาะเกร็ดกัน ฉันพูดขึ้นมาลอยๆว่า คนเราจะอยู่ได้ไหมถ้าไม่มีความรักเลย มันจะเป็นไปได้ไหม

คำตอบ..เหมือนจะบอกว่า ไม่ได้
แต่เหตุผลที่อยู่ในคำตอบนั้นมันละเอียดอ่อน
ถ้าตอบง่ายๆแบบหยาบๆ คงจะตอบว่า ก็มนุษย์เป็นสัตว์สังคม
เราอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้
เลยต้องมีความสัมพันธ์ขึ้นมา
และในเรื่องของความสัมพันธ์ ก็นำไปสู่เรื่องราวอีกเยอะมาก มากจริงๆ

ปล. ท่อนที่บอกว่ารักดาราคนโปรดทำฉันสะดุด ขำ 55 ไม่บอกก็รู้ว่านึกถึงใคร

#1 By vinn* on 2011-07-10 22:22